วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 10 เรื่อง การติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ESET Smart Security 6

บทที่ 10 เรื่อง การติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ESET Smart Security 6


โปรแกรมแอนตี้ไวรัสคือ ?


ป้องกันไวรัสหรือ แอนตี้ไวรัส เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อคอยดักจับ ป้องกัน และกำจัดโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์หรือมัลแวร์ ซึ่งหมายถึง ไวรัส เวิร์ม โทรจัน สปายแวร์ แอดแวร์ และซอต์ฟแวร์คุกคามประเภทอื่นๆ

โปรแกรมป้องกันไวรัสแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆคือ
1. แอนติไวรัส (anti-virus) เป็นโปรแกรมป้องกันไวรัสทั่วๆ ไป
2. แอนติสปายแวร์ (anti-spyware) เป็นโปรแกรมป้องกันการโจรกรรมข้อมูล


โดยโปรแกรมป้องกันไวรัสจะค้นหาและกำจัดไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราตลอดเวลาที่เปิดใช้งาน แต่ทุกๆวันนี้ไวรัสมีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ เราจึงต้องมีการอัปเดตตัวโปรแกรมของเราให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา


ในบทนี้ผมจะยกตัวอย่างโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่นิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่มานำเสนอวิธีการติดตั้งแบบคร่าวๆ โดยโปรแกรมที่ว่านั้นคือ ESET Smart Security 6  



ESET Smart Security 6 

โปรแกรมป้องกันไวรัส ESET NOD32 Antivirus 6 หรือ ESET NOD32 Smart Security 6 เวอร์ชันที่มาพร้อมกับไฟร์วอลล์ เป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสอีกตัวหนึ่งที่น่าใช้ NOD32 Antivirus 6 มีฟังก์ชันการสแกนไวรัส อัพเดทไวรัสที่ไม่ทำงานหนัก หากต้องการเปลี่ยนnod32 password เพื่ออัพเดทก็สามารถทำได้ง่าย ใช้งานไม่ยุ่งยาก ประสิทธิภาพครบครัน



การติดตั้งโปรแกรม 

**ก่อนที่เราจะเริ่มติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสต่างๆ เราต้องทำการถอนการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสตัวเก่าออกก่อน เพราะถ้าหากเราติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพิ่มเข้าไปอีกนั้น จะทำให้โปรแกรมทำงานไม่เต็มที่และเกิดการขัดแย้งกันของตัวโปรแกรม **


สำหรับการติดตั้งโปรแกรม จะมีอยุ่ 2 แบบ คือ ติดตั้งจากแผ่น CD-Rom และติดตั้งแบบออนไลน์(การโหลดตัวติดตั้งจากอินเตอร์เน็ต)   ในที่นี้ผมจะขอนำเสนอเพียงการติดตั้งจากแผ่น CD-Rom  เนื่องจากเกิดอาการขี้เกลียดหน่อยๆ ^^



เริ่มแรกทำการใส่แผ่นซีดีตัวโปรแกรมเข้าไปในเครื่อง หากการติดตั้งไม่ได้เริ่มขึ้นอัตโนมัติ ให้ไปที่ My Computer คลิกที่ ESET

ขั้นตอนที่ 1  เลือกภาษาที่ต้องการจะติดตั้งแล้วคลิก "ติดตั้ง"



ขั้นตอนที่ 2   คลิก  " ถัดไป "


ขั้นตอนที่ 3 หากต้องการดาวน์โหลดหรือติดตั้งเวอร์ชั่นใหม่ สามารถคลิกเลือกดาวน์โหลดและติดตั้งเวอร์ชั่นใหม่ได้  (หากไม่ต้องการให้คลิกเครื่องหมายถูกออก) "ถัดไป"


ขั้นตอนที่ 4  คลิก  ถัดไป



ขั้นตอนที่ 5   คลิกยอมรับข้อตกลงของโปรแกรมจากนั้น คลิก  ถัดไป


ขั้นตอนที่ 6   เลือกปกติ(แนะนำการตั้งค่าที่ดีที่สุด) แล้วคลิก  ถัดไป


ขั้นตอนที่ 7    เลือก  ฉันตกลงเข้าร่วมใน ESET Live  Grid แล้ว คลิก ถัดไป


ขั้นตอนที่ 8   ในหน้านี้ให้เลือก เปิดใช้งานการตรวจหาแอพพลิเคชั่นที่ไม่อาจพึงประสงค์   แล้วคลิก   ถัดไป


ขั้นตอนที่ 9    คลิก  ติดตั้ง




ขั้นตอนที่ 10   เมื่อติดตั้งเสร็จ คลิก  สิ้นสุด




ขั้นตอนที่ 11   คลิก เครือข่ายที่บ้าน/ที่ทำงาน



ขั้นตอนที่ 12   ในหน้านี้ให้เลือก เปิดใช้งานโดยใช้รหัสการเปิดใช้งาน จากนั้นคลิก ถัดไป




ขั้นตอนที่ 13   กรอกข้อมูลที่จำเป็นลงไป จากนั้นคลิก เปิดใช้งาน



ขั้นตอนที่ 14    หากป้อนรหัสการใช้งานถูกต้อง จะขึ้นหน้าต่างเปิดใช้งานเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นคลิก  สิ้นสุด 


ขข
ขั้นตอนที่ 15   ในหน้านี้ให้เลือก เปิดใช้งานการป้องกันการโจรกรรม (คุณลักษณะนี้จะเป็นตัวเลือกหากไม่ต้องการให้คลิก  ข้าม )



ขั้นตอนที่ 16   ในหน้านี้ให้คลิก สร้างบัญชีใหม่ (หากมีบัญชีการป้องกันการโจรกรรมอยู่แล้วให้กรอกที่อยู่อีเมล์และรหัสผ่านจากนั้น คลิก เข้าสู่ระบบ)


ขั้นตอนที่ 17   กรอกชื่อคอมพิวเตอร์ของคุณ จากนั้นคลิก ถัดไป


ขั้นตอนที่ 18   คลิก สร้างบัญชีใหม่ออนไลน์



ขั้นตอนที่ 19  หน้าต่างสร้างบัญชี ESET ใหม่ จะเปิดเว็บเบราน์เซอร์เริ่มต้นของท่าน  กรอกข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมด ให้เลือก ฉันยอมรับ ข้อกำหนดในการใช้งาน และต้องการรับข่าวสาร จากนั้นคลิก สร้างบัญชี  


ขั้นตอนที่ 20  หลังจากที่ท่านได้สร้างบัญชีของท่าน หน้าจอการป้องกันการป้องกันการโจรกรรมของ ESET จะเปิดเว็บของท่าน จากนั้นท่านจะสามารถตั้งค่าการป้องกันการโจรกรรมของท่านได้

บทที่ 9 เรื่อง การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows XP

บทที่ 9 เรื่อง การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows XP


วิธีการติดตั้ง Windows XP  

แบ่งออกได้เป็น 3 แบบ ดังนี้
1. ติดตั้งแบบอัพเกรดจาก  Windows ตัวเดิม โดยใส่แผ่น CD และเลือกติดตั้งจาก CD นั้นได้เลย
2. ติดตั้งโดยการบูตเครื่องใหม่จาก  CD ของ Windows XP Setup  และทำการติดตั้ง
3. ติดตั้งจากฮาร์ดดิสก์ โดยการทำ Copy ไฟล์ทั้งหมดจาก CD ไปเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ ก่อนทำการติดตั้ง

ขั้นตอนการติดตั้ง Windows XP

เริ่มต้นโดยการเซ็ตให้บูตเครื่องจาก CD-Rom Drive ก่อน โดยการเข้าไปปรับค่าใน Bios ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเลือกลำดับการบูต ให้เลือก CD-Rom Drive เป็นตัวแรก (หากเป็นแบบนี้อยู่แล้วไม่ต้องปรับอะไร)

ทำการปรับเครื่องเพื่อให้บูตจาก CD-Rom จากนั้นก็บูตเครื่องจากแผ่นซีดี Windows XP Setup โดยเมื่อบูตเครื่องมาจะมีข้อความให้กดปุ่มอะไรก็ได้ เพื่อบูตจากซีดีก็กด Enter เพื่อเริ่มบูต


รูปที่ 1 แสดงการตั้งค่า BIOS ให้สามารถบูตแผ่น CD-Rom


1. โปรแกรมจำทำการตรวจสอบและเช็กข้อมูล ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร


รูปที่ 2 แสดงหน้าจอการโหลดไฟล์ของการติดตั้ง


2. เข้าสู่หน้า Welcome to Setup กดปุ่ม Enter เพื่อทำการติดตั้ง Windows XP


รูปที่ 3 แสดงหน้าจอเมนูเลือก การลง Windows XP

3. หน้าของ Licensing Agreement ปุ่ม F8 เพื่อยอมรับเงื่อนไขต่างๆ และการทำการติดตั้ง


รูปที่ 4 เงื่อนไขที่ทาง Microsoft กำหนดขึ้น

4. ทำการเลือก Drive ของฮาร์ดดิสก์ที่จะลง Windows XP แล้วกดปุ่ม Enter เพื่อทำการติดตั้ง


รูปที่ 5 แสดงการเลือกไดร์ฟที่จะติดตั้ง 

5. เลือกชนิดของระบบ FAT ที่จะใช้งานกับ Windows XP หากต้องการใช้ระบบ NTFS ก็เลือกที่ข้อบนแต่ถ้าจะใช้เป็น FAT32 หรือของเดิม ก็เลือกข้อสุดท้าย ถ้าไม่อยากวุ่นวาย แนะนำให้เลือก FAT32 แล้วกด Enter


รูปที่ 6 แสดงการเลือกชนิของ FAT ที่จะใช้งานกับ Windows XP

6. โปรแกรมจะเริ่มทำการติดตั้ง


รูปที่ 7 แสดงการติดตั้ง

7. หลังจากนั้นโปรแกรมจะทำการ Restart เครื่องใหม่อีกครั้ง (ให้ใส่แผ่นซีดีไว้ในเครื่องแบบเดิมแต่ไม่ต้องกดปุ่มใด เมื่อบูดเครื่องใหม่ ปล่อยให้โปรแกรมาทำงานไปเอง)




รูปที่ 8 แสดงการรีสตาร์ดเครื่องเพื่อเริ่มการติดตั้ง

8. โปรแกรมจะเริ่มขั้นตอนการติดตั้งต่างๆ


รูปที่ 9 แสดงการติดตั้ง Windows XP

9. จะมีเมนูของการให้เลือก Regional and Language ให้กดปุ่ม Next


รูปที่ 10 แสดงหน้าจอการเลือกภาษา

10. ใส่ชื่อและบริษัทของผู้ใช้งานเป็นอะไรก็ได้ แล้วกดปุ่ม Next


รูปที่ 11 แสดงหน้าจอการใส่ชื่อของบริษัทและผู้ใช้งาน

11. ทำการใส่ Product key แล้วกดปุ่ม Next เพื่อทำการติดตั้ง


รูปที่ 12 แสดงการใส่รหัสผ่านของ windows XP

12. หน้าจอให้ใส่ Password ของ Amin ให้ปล่อยว่างไว้แล้วกด Next


รูปที่ 13   แสดงหน้าจอการใส่รหัสผ่านของผู้ดูแลระบบ

13. เลือก Time Zone ให้เป็นของไทย (GMT+07:00) Bankkok, Hanoi, JaKarta แล้วกด Next


รูปที่ 14 แสดงการเลือกเวลา

14. รอสักพัก จนกระทั่งขั้นตอนต่างๆ เสร็จเรียบร้อย ก็พร้อมแล้วสำหรับการเข้าสู่การใช้งาน จะมีการบูตเครื่องใหม่อีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นการใช้งาน


รูปที่ 15 แสดงการเริ่มติดตั้ง  Windows XP

เมื่อโปรแกรมติดตั้งทำการบูตเครื่องใหม่คราวนี้ อาจจะปรากฏเมนู ดังรูปที่ 16 ซึ่งเป็นการเลือกว่าเราจะบูตจากระบบ Windows ตัวเก่าหรือ Windows XP ก็เลือกที่ MicroSoft Windows XP Professional ถ้าไม่ปรากฏเมนูดังนี้ก็ไม่เป็นไร


รูปที่ 16 แสดงการเลือกระบบปฏิบัติการ

เริ่มต้นบูตเครื่อง เข้าสู่ระบบปฏิบัติการ Windows XP




ในครั้งแรกอาจจะมีการถามถึงขนาดของหน้าจอที่ใช้งานให้เรา คลิก ok เพื่อให้ระบบตั้งขนาดให้เราโดยอัตโนมัติ  นอกจากนี้ถ้าเครื่องไหนมีการถาม การตั้งค่าต่างๆ ให้กด Next  หรือ Later ไปก่อน หรือบ้างครั้งจะมีให้เราสร้าง username อย่างน้อย 1 ชื่อก่อนทำการใช้งาน ให้กรอกชื่อใส่แล้วคลิกเข้าใช้งานได้เลย



บทที่ 8 เรื่อง อุปกรณ์ต่อพ่วง

บทที่ 8 เรื่อง อุปกรณ์ต่อพ่วง


อุปกรณ์ต่อพ่วงคือ ?

อุปกรณ์ต่อพ่วงคือ อุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น ปัจจุบันอุปกรณ์ต่อพ่วงพัฒนาล้ำหน้าไปมาก เช่น  กล้องดิจิตอล แผลชไดร์ฟ  ปริ้นเตอร์ และ สแกนเนอร์ ฯลฯ

อุปกรณ์ต่อพ่วงแต่ละชนิดมีคุณลักษณะที่สำคัญ ดังนี้
1.แผงพิมพ์อักขระเป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการกดแป้นจากนั้นก็เปลี่ยนรหัสแล้วส่งไปยังประมวลผลกลาง  แป้นพิมพ์โดยทั่วไปมี  50  แป้นขึ้นไปแบ่งเป็นแป้นตัวเลขและแป้นอักขระ
2.เมาส์ เป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้ที่ได้รับข้อมูลจากการกดปุ่มข้างบนเมาส์ ทำหน้าที่คลิกปุ่มคำสั่งที่ต้องการ  แบ่งเป็น 2 ประเภท
2.1  เมาส์ทางกล
2.2  เมาส์แบบใช้แสง
3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค    
เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่สามารถติดกับตัวโน๊ตบุ๊ค สะดวกในการพกพา  ซึ่งมี 3ประเภท
3.1ลูกกลมควบคุม
3.2แท่งชี้ควบคุม
3.3แผ่นรองสัมผัส
4.ก้านควบคุม เป็นอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนหน้าจอ มีลักษณะเป็นก้านโผล่ออกมาจากกล่อง
5.จอสัมผัส  เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการสัมผัสโดยเมื่อมีการเลือกตำแหน่งที่ถูกเลือกจะแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังซอฟต์แวร์ที่แปลคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน
6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกราดตรวจ  ที่นิยมใช้มีอยู่ 3ประเภท
6.1 เครื่องอ่านรหัสแท่ง อุปกรณ์รับเข้าที่ทำงานโดยหลักการของการสะท้อนแสง  เครื่องจะส่องลำเสียงไปยังรหัสบนสินค้าจากนั้นจะเปลี่ยนรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าผ่านสายที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์
6.2 เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทรูปภาพและข้อความที่อยู่บนสิ่งพิมพ์โดยใช้หลักสะท้อนแสง  ข้อมูลจะถูกแปลงในแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและเก็บไว้ในหน่วยความจำ
6.2กล้องดิจิทัล ทำงานเหมือนกล้องถ่ายรูปทั่วไปแต่ไม่ต้องมีฟิล์มและมีคอมแพ็กแฟลช
7.เว็บแคม เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทกล้องวีดีโอที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวผ่านเว็บไซค์แล้วปรากฎบนหน้าจอได้
8.จอภาพ มี2 ชนิด
1.จอภาพแบบซีอาร์ที มีลักษณะเหมือนจอโทรทัศน์  ทำงานโดยเทคโนโลยีหลอดรังสีอิเล็กตรอน  โดยยิงอิเล็กตรอนไปยังผิวด้านในจอเมื่อลำแสงวิ่งมาชนจะเกิดแสงสว่างขึ้น
2.จอภาพแบบแอลซีดี   ทำงานโดยอาศัยการเบี่ยงเบนแสงตามการควบคุมทิศทางของโพราไลเซชั่นของวัตถุที่กั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงและแผ่นเคลือบสารเรืองแสง  ป้องแรงดันเข้าไปยังแผ่นเพลตเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า  มีผลให้แสดงจากแหล่งกำเนิดสามารถผ่านทะลุกระทบกับสารเรืองแสงจนเกิดแสงสีที่ต้องการ
9. ลำโพงเป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลเป็นเสียงโดยใช้งานคู่กับการด์เสียงซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลให้เป็นอะนาล็อกแล้วส่งไปยังลำโพง
10.หูฟังเป็นอุปกรณ์ส่งออกใช้ฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์  ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณจากไฟฟ้าเป็นเสียง  มีทั้งชนิดไร้สายและมีสาย บางรุ่นก็จะมีไมโครโฟนสำหรับสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ตอีกด้วย        
11.  เครื่องพิมพ์  เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานพิมพ์ลงบนกระดาษ แบบเครื่องพิมพ์
11.1เครื่องพิมพ์แบบจุด
11.2เครื่องพิมพ์เลเซอร์
11.3เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก
11.4พล็อตเคอร์
12.  โมเด็มเป็นการแปลงสัญญาณเพื่อให้ติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้โดยเชื่อมต่อคอมเข้ากับคู่สายของโทรศัพท์   แล้วโมเด็มก็จะแปลงจากสัญญาณดิจิทัลให้เป็นสัญญาณอะนาล็อก



บทที่ 7 เรื่อง โมเด็มและการ์ดแสดงเสียง

บทที่ 7 เรื่อง โมเด็มและการ์ดแสดงเสียง

โมเด็มคือ ?

โมเด็มหรือ Modem ย่อมาจากคำว่า Modylation/Demodulation มีหน้าที่หลักคือ ทำการแปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นสัญญาณเสียง และแปลงสัญญาณเสียงกลับมาเป็นสัญญาณดิจิตอลหรือทำความเข้าใจแบบง่ายๆ ก็คือทำการแปลงข้อมูลต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณเสียง เพื่อให้สามารถส่งออกไปทางคู่สายโทรศัพท์ได้ กลับมาเป็นข้อมูลต่างๆ เหมือนเดิมได้
       ประโยชน์ที่เห็นและใช้งานกันค่อนข้างมาก คือการนำมาใช้สำหรับส่งข้อมูลต่างๆ หรือใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ต ยิ่งเป็นโมเด็มที่มีความเร็วสูงๆ เช่น Modem ADSL ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในปัจจุบันสามารถส่งข้อมูลได้ถึง 128 KBPS ซึ่งจะทำให้สามารถส่งข้อมูลที่มีปริมาณมากๆ เช่นไฟล์ภาพยนต์ ไฟล์เพลง หรือไฟล์ข้อมูลปริมาณมากๆ ได้ในเวลาไม่กี่วินาที





การแบ่งประเภทของโมเด็ม
สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทคือ
1.Internal
2. External
3.PCMCIA


1. Internal Modem


Internal Modem เป็นโมเด็มที่มีลักษณะเป็นการ์ดเสียบกับสล็อตของเครื่องอาจจะเป็นแบบ ISA หรือ PCI



ข้อดี
1. ไม่เปลืองเนื้อที่ไม่เกะกะ
2. ราคาถูก
3. ไม่ต้องใช้ไฟเลี้ยงต่างหาก เปิดเครื่องใช้งานได้ทันที 
4.ไม่มีปัญหากับเครื่องคอมรุ่นเก่าที่มีชิป UART ที่มีความไวต่ำ เพราะการทำงานไม่ผ่าน Serial Port
5. ส่งถ่ายข้อมูลได้สูงกว่าแบบที่อยู่ภายนอก

ข้อเสีย
1. ติดตั้งยากกว่า แบบภายนอก
2. เนื่องจากติดตั้งภายในเครื่องทำให้ใช้ไฟในเครื่องอันส่งผลให้เพิ่มความร้อนในเครื่อง
3. เสียสล็อตของเครื่องไปหนึ่งสล็อต
4.เคลื่อนย้ายไปใช้เครื่องอื่นได้ยาก
5. ติดตั้งได้เฉพาะเครื่องคอมฯแบบ PC เท่านั้นไม่สามารถใช้งานกับ Notebook ได้



2. External Modem

External Modem เป็นโมเด็มที่ติดตั้งภายนอกโดยจะต่อกับ Serial Port อาจจะเป็นที่ Com1 หรือ Com2 ของเครื่องคอมพิวเตอร์



ข้อดี
1. สามารถเคลื่อย้ายไปใช้กับเครื่องอื่นได้ง่าย
2. ติดตั้งได้ง่ายกว่า
3. ไม่เพิ่มความร้อนให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากติดตั้งอยู่ภายนอกและใช้แหล่งจ่ายไฟภาย
4. สามารถใช้งานกับเครื่อง Notebook ได้เนื่องจากต่อกับ Serial Port หรือ Parallel Port  มีไฟแสดง สภาวะการทำงานของโมเด็ม

ข้อเสีย
1. ราคาแพง
2. เกะกะ
3. เกิดปัญหาจากสายต่อได้ง่าย
4. เสียพอร์ต Serial หรือ Parallel Port ไปหนึ่งอัน
5. หากใช้กับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าจะทำให้ได้ความไวต่ำเนื่องจากชิป UART ของเครื่องรุ่นเก่ามีความไวต่ำ



3. PCMCIA Modem




เป็นโมเด็มที่มีลักษณะเป็นการ์ดเสียบคอมพิวเตอร์ประเภทโน้ตบุ๊ก ลักษณะของ PCMIA มีรูปทรงสี่เหลี่ยม บาง มีขนาดใหญ่และหนากว่าบัตรเครดิตไม่มากนัก

ข้อดี
1. สามารถเคลื่อนย้ายไปใช้กับเครื่องอื่นได้ง่าย
2. ติดตั้งได้ง่ายเพียงแค่เสียบการ์ดชนิดนี้เข้ากับพอร์ตที่รองรับก็สามารถใช้งานได้ทันที
3. สามารถส่งข้อมูลได้ในปริมาณมาก และเร็วกว่าโมเด็มแบบ Internal

ข้อเสีย 
1. มีราคาแพง
2. ต้องใช้กับอุปกรณ์เฉพาะเท่านั้น


การเลือกใช้งานโมเด็ม

      ในการเลือกใช้งานต้องดูหลายประการเช่น ทุนทรัพย์ ความสะดวกในการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นรุ่นเก่าก็ควรใช้แบบ Internal และหากมีแต่ Slot ISA ก็ต้องเลือกแบบ ISA Internal หากต้องการเคลื่อนย้ายไปใช้กับเครื่องอื่นอยู่เรื่อยก็ต้องใช้แบบภายนอก แต่ต้องดูด้วยว่า ISP (Internet Service Provider) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่ใช้นั้นรองรับมาตรฐานแบบไหนแต่ที่แน่นอนว่าในปัจจุบันจะเลือกซื้อโมเด็ม ก็ต้องเลือกให้มีมาตรฐาน V.90



การ์ดแสดงเสียง (Sound Card)





เสียงเป็นส่วนสำคัญของระบบมัลติมีเดียไม่น้อยกว่าภาพ ดังนั้น การ์ดเสียงจึงเป็นอุปกรณ์จำเป็นที่สำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ มัลติมีเดีย การ์ดเสียงได้รับการพัฒนาคุณภาพอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของเสียงและความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด ตลอดจนระบบเสียง 3 มิติ
       ความชัดเจนของเสียงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการคือ  อัตราการสุ่มตัวอย่าง และความแม่นยำของตัวอย่างที่ได้  ซึ่งความแม่นยำของตัวอย่างนั้นถูกกำหนดโดยความสามารถของ A/D Converter  ว่ามีความละเอียดมากน้อยเพียงใด ทำอย่างไรจึงจะประมาณค่าสัญญาณดิจิตอลได้ใกล้เคียงกับสัญญาณเสียงมากที่สุด ความละเอียดของ A/D Converter นั้นถูกกำหนด โดยจำนวนบิตของสัญญาณดิจิตอลเอาต์พุต เช่น  
-A/D Converter  8 bit    จะสามารถแสดงค่าที่ต่างกันได้ 256 ระดับ
-A/D Converter 16 bit   จะแสดงค่าที่ต่างกันได้ 65536 ระดับ
        หากจำนวนระดับมากจะทำให้ความระเอียดสูงขึ้นและการผิดเพี้ยนของสัญญาณเสียงยิ่งน้อยลงนั้นคือประสิทธิภาพของเสียง ที่ได้รับดีขึ้นนั้นเอง แต่จำนวนบิตต่อหนึ่งตัวอย่างจะมากขึ้นด้วย



ชนิดของการ์ดแสดงเสียง

การ์ดแสดงเสียงในปัจจุบันแบ่งได้ 2 แบบ คือ

1. การ์ดเสียงแบบ ISA

การ์ดแสดงเสียงประเภทนี้ในปัจจุบันนี้มีให้เห็นน้อยมาก เป็นการ์ดแสดงเสียงรุ่นเก่าที่ทางผู้ผลิตการ์ดเลิกพัฒนาไปแล้วคุณภาพของเสียงที่ได้จากการ์ดชนิดนี้ค่อนข้าวต้ำ จะสามารถแสดงค่าที่ต่างกันได้  256 ระดับเสียงเท่านั้นและไม่มีระบบเสียงสามมิติ


2. การ์ดแสดงเสียงแบบ PCI


การ์ดแสดงเสียงประเภทนี้ในปัจจุบันเป็นที่นิยมมากเนื่องจากประสิทธิภาพในการแสดงเสียงค่อนข้างดี - ดีมาก มีการแสดงค่าของเสียงอยู่ที่ 16 -64 บิต จึงสามารถสร้างระบบเสียงที่สมบูรณ์แบบได้ดีกว่าการ์ดแสดงเสียงแบบ ISA 
         เมนบอร์ดปัจจุบันนี้นิยมผลิตการ์ดเสียงประเภทนี้ติดตั้งมาให้บนตัวเมนบอร์ดเลยจึงสามารถใช้งานได้สะดวก แต่ข้อเสียคือ สิ้นเปลือง Memory ของระบบ


การเลือกซื้อการ์ดเสียง

สำหรับการเลือกซื้อการ์ดเสียงนั้น คงจะไม่มีข้อเสนอให้มากนัก คือเลือกันไปตามราคาเลย จะมีตั้งแต่แบบถูกๆ จนถึงหลักพัน คุณภาพของเสียงก็ขึ้นอยู่กับราคา ควรเลือกใช้ให้เขากับความต้องการของตัวเองว่าจะใช้ในด้านไหน

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บทที่ 6 เรื่อง การ์ดแสดงผล (Display Card)

บทที่ 6 เรื่อง การ์ดแสดงผล (Display Card)


การ์ดแสดงผลคือ ?

การ์ดแสดงผล (display card) หรือนิยมเรียกว่า "การ์ดจอ"  มีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณดิจิตอล ให้เป็นสัญญาณภาพโดยมี Chip เป็นตัวหลักในการประมวลการแปลงสัญญาณ ส่วนภาพนั้น CPU เป็นผู้ประมวลผลแต่ปัจจุบันเทคโนโลยีการประมวลผลภาพนั้น VGA Card เป็นผู้ประมวลผลเองโดย Chip นั้นได้เปลี่ยนเป็น GPU (Graphic Processing Unit) ซึ่งจะมีการประมวลภาพในตัว Card เอง เทคโนโลยีนี้เป็นที่แพร่หลายมากเนื่องจากราคาเริ่มปรับต่ำลงมาจากเมื่อก่อนที่เทคโนโลยีนี้เพิ่งจะเข้ามาใหม่ๆโดย GPU ค่ายเอ็นวิเดีย (NVIDIA) เป็นผู้ริเริ่มการตลาด



โดยหลักการทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผลเสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจรในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติและหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร



ชนิดของการ์ดแสดงผล

ชนิดของการ์ดแสดงผลมีหลายแบบตามเทคโนโลยีที่พัฒนาและเมื่อมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้นของเก่าก็ล้าสมัยลงทันที ชนิดของการ์ดมีดังนี้

การ์ดวีจีเอ (VGA) 
เป็นการ์ดรุ่นแรกที่ทำตามมาตรฐาน VGA มีการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบทาง ISA การแสดงผลจึงเป็นการแสดงผลที่มีข้อจำกัดในเรื่องการรับส่งข้อมูลจำนวนมาก ปัจจุบันไม่มีจำหน่ายแล้ว แต่จะมีใช้ในพีซีรุ่นเก่า

การ์ดซูเปอร์วีจีเอ (Super VGA)
เป็นการ์ดที่ผลิดตามมาตรฐานของ VESA-Video Electronic Standard Association ซึ่งเป็นสมาคมที่จัดตั้งขึ้นมาวางมาตรฐานกาลางการแสดงผลเพื่อให้มีความเข้ากันได้ โดยเฉพาะเมื่อผลิตและพัฒนามาจากหลากหลายบริษัท การ์ดวีดีโอที่ใช้กันในรุ่นแรกเป็นไปตาม VESA ตัวนี้ด้วย

การ์ดที่ใช้ตัวเร่งกราฟิก (Graphic Accelertor)
เป็นการ์ดที่พัฒนามาจากบริษัทชั้นนำทางด้านการผลิตการ์ดวีดีโอนี้ มีการพัฒนาซีพียูแบบ Co-Processor ใช้บนบอร์ด เพื่อเพิ่มความเร็ว การแสดงผลกราฟิก การ์ดตัวเร่งกราฟิกนี้ ทำงานได้ดีกับคำสั่งพิเศษที่เขียนภาพแบบ 2D และเป็นภาพที่แสดงผลด้วยความละเอียดสูง

การ์ดตัวเร่ง 3D 
บริษัทชั้นนำหลายบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นใช้โดยเน้นการแสดงภาพสามมิติซึ่งมีคำสั่งสนับสนุนการทำงานแบบภาพสามมิติ การ์ดแสดงผลแบบนี้จึงต้องทำงานด้วยความเร็วสูง และมีราคาแพงขึ้น เช่น การ์ด Geforce , Voodoo เป็นต้น




การเลือกซื้อการ์ดแสดงผล

           ในการเลือกซื้อการ์ดแสดงผลคงต้องประเมินดูสภาพการใช้งานว่ามีลักษณะอย่างไร โดยอาจแบ่งแยกงานเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ งานประเภทต้องใช้ภาพสามมิติ หรือการแสดงผลมัลติมีเดีย การตัดต่อวีดีโอและอีกกลุ่มคือ การใช้งานทั่วไปในสำนักงานใช้เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
           การ์ดที่ใช้แสดงผลสามมิติและเล่นเกมส์แบบสามมิติต้องใช้ชิปตัวเร่งพิเศษ การ์ดพวกนี้จะมีราคาแพงพอสมควร เช่น การ์ดที่ใช้ชิป GeForce 2,GeForce 3 , Voodoo
           สำหรับการเลือกการ์ดแสดงผลที่ใช้งานทั่วไปก็เลือกตัวเร่งที่มีราคาถูกลง ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกมากมายโดยปกติก็ใช้ชิปตัวเร่ง รุ่นเดียวกับพวก 3D เกมได้ แต่การ์ดพวกนี้จะใช้ความเร็วสัญญาณนาฬิกาและหน่วยความจำน้อยกว่าทำให้มีราคาแตกต่างกันมาก


บทที่ 5 เรื่อง ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)

บทที่ 5 เรื่อง ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)

ฮาร์ดดิสก์คือ ?

ฮาร์ดดิสก์คือ อุปกรณ์ที่รวมเอาองค์ประกอบทั้งกลไกการทำงานและอุปกรณ์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไว้ด้วยกัน แม้ว่าฮาร์ดดิสก์นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนที่สุด ในด้านอุปกรณ์ที่มีการเคลื่อนไหว แต่ในความเป็นจริงแล้วการอธิบายการทำงานของฮาร์ดดิสก์นั้นถือว่าได้ง่าย ภายในฮาร์ดดิสก์นั้นจะมีแผ่น Aluminum Alloy Platter หลายแผ่นหมุนอยู่ด้วยความเร็วสูง โดยจะมีจำนวนแผ่นขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อต่างกันไป เมื่อผู้ใช้พิมพ์คำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานแขนกลของฮาร์ดดิสก์ จะรอรับคำสั่งและเคลื่อนที่ไปยังส่วนที่ถูกต้องของแพล็ตเตอร์ (Platter) เมื่อถึงที่หมายก็จะทำการอ่านข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์นั้น หัวอ่านจะอ่านข้อมูลแล้วส่งไปยัง ซีพียู จากนั้นไม่นานข้อมูลที่ต้องการก็จะปรากฏการทำงานเขียนอ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ จะมีการทำงานคล้ายกับการทำงานของเทปคาสเซ็ท




หลักการทำงานของฮาร์ดดิสก์
        ฮาร์ดดิสก์ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1950 ตอนนั้น มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 20 นิ้ว มีความจุระดับเพียงเมกะไบต์เท่านั้น ( 1 เมกะไบต์ เท่ากับ 1,000,000 ไบต์) ตอนแรกใช้ชื่อว่า ฟิกส์ดิสก์ (Fixed disks) หรือ วินเชสเตอร์ (Winchesters) เป็นชื่อที่บริษัท IBM เรียกผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของพวกเขา ภายหลังจึงเรียกว่า ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk) เพื่อให้มีความแตกต่างจากฟลอปปี้ดิสก์( Floppy disk) ภายในฮารด์ดิสก์ มีส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด คือ จานกลมแข็ง ซึ่งฉาบไว้ด้วยสารแม่เหล็ก
        หลักการบันทึกข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์ไม่ได้แตกต่างจากการบันทึกลงบนเทปคาสเซ็ทเลย เพราะทั้งคู่ต้องใช้สารบันทึกคือสารแม่เหล็กเหมือนกัน สารแม่เหล็กนี้สามารถลบหรือเขียนได้ใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเมื่อบันทึกหรือเขียนไปแล้ว มันสามารถจำรูปแบบเดิมได้เป็นเวลาหลายปี    
           มีความแตกต่างระหว่างเทปคาสเซ็ทกับฮาร์ดดิสก์ดังนี
          ้ - สารแม่เหล็กในเทปคาสเซ็ท ถูกเคลือบอยู่บนแผ่นพลาสติกขนาดเล็ก เป็นแถบยาว แต่ในฮาร์ดดิสก์ สารแม่เหล็กนี้ จะถูกเคลือบอยู่บนแผ่นแก้ว หรือแผ่นอลูมิเนียมที่มีความเรียบมากจนเหมือนกับกระจก 
           - สำหรับเทปคาสเซ็ท ถ้าคุณต้องการเข้าถึงข้อมูลในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ก็จะต้องเลื่อนแผ่นเทปไปที่หัวอ่าน โดยการกรอเทป ซึ่งต้องใช้เวลาหลายนาที ถ้าเทปมีความยาวมาก แต่สำหรับฮาร์ดดิสก์ หัวอ่านสามารถเคลื่อนตัวไปหาตำแหน่งที่ต้องการในเกือบจะทันที 
            - แผ่นเทปจะเคลื่อนที่ผ่านหัวอ่านเทปด้วยความเร็ว 2 นิ้วต่อวินาที (5.00 เซนติเมตรต่อวินาที) แต่สำหรับหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ จะวิ่งอยู่บนแผ่นบันทึกข้อมูล ที่ความเร็วในการหมุนถึง 3000 นิ้วต่อวินาที (ประมาณ 170 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) 
            - ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์เก็บอยู่ในรูปของโดเมนแม่เหล็ก ที่มีขนาดเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับโดเมนของเทปแม่เหล็ก ขนาดของโดเมนนี้ยิ่งมีขนาดเล็กเท่าไร ความจุของฮาร์ดดิสก์จะยิ่งมีขนาดเพิ่มขึ้นเท่านั้น และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ในเวลาสั้น
         เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะปัจจุบันจะมีความจุของฮาร์ดดิสก์ประมาณ 10 ถึง 40 กิกะไบต์ ( 1 กิกะไบต์ = 1000 เมกะไบต์) ข้อมูลที่เก็บลงในฮาร์ดดิสก์ เก็บอยู่ในรูปของไฟล์ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลที่เรียกว่า ไบต์ : ไบต์คือรหัส แอสกี้ ที่แสดงออกไปตัวอักษร รูปภาพ วีดีโอ และเสียง โดยที่ไบต์จำนวนมากมาย รวมกันเป็นคำสั่ง หรือโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ มีหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์อ่านข้อมูลเหล่านี้ และนำข้อมูลออกมา ผ่านไปยังตัวประมวลผล เพื่อคำนวณและแปรผลต่อไป 
             เราสามารถคิดประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ทางคือ 
           - อัตราการไหลของข้อมูล ( Data rate) คือจำนวนไบต์ต่อวินาที ที่หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์สามารถจะส่งไปให้กับซีพียูหรือตัวประมวลผล ซึ่งปกติมีอัตราประมาณ 5 ถึง 40 เมกะไบต์ต่อวินาที 
            - เวลาค้นหา (Seek time) เวลาที่ข้อมูลถูกส่งไปให้กับซีพียู โดยปกติประมาณ 10 ถึง 20 มิลลิวินาที



ส่วนประกอบของฮาร์ดดิสก์

จานฮาร์ดดิสก์


เป็นส่วนประกอบในรูปแบบของจานโลหะติดตั้งอยู่ภายในตัวฮาร์ดดิสก์โดยจำนวนของ Disk Platter มีขนาด และจำนวนแผ่นในฮาร์ดดิสก์ของแต่ละรุ่นจะไม่เท่ากัน ขนาดของ Platter เรียกว่า Form Factor ของฮาร์ดดิสก์ มีขนาดต่างๆ ดังนี้
  • "5.25" หรือ 5.12 นิ้ว
  • "3.5" หรือ 3.74 นิ้ว
  • "2.5" นิ้ว
  • "1 1/8" นิ้ว
  • "1 1/3" นิ้ว

ชนิดของสารที่ใช้เคลือบบนจาน Disk Platter มีอยู่ 2 แบบ ได้แก่

1. สารประเภท Iron Oxide แบบดั้งเดิม สารนี้ถูกเคลือบลงบนจาน Platter ด้วยความหนาประมาณ 30 ไมโครนิ้ว (หนึ่งในล้านของนิ้ว) ข้อเสียของการเคลือบของสารนี้ คือ ความเปราะบางต่อการแตกหัก และชำรุดเมื่อเกิดการกระแทกลงบนผิวของมัน สาร Iron oxide มีข้อเสียตรงที่มีปัญหาเรื่องความสึกกร่อน และจะหลุดออกเป็นผงเมื่อหัวฮาร์ดดิสก์ได้รับการกระทบกระแทกโดยตรงและทางอ้อมต่อพื้นผิวของมัน ผงนี้จะมีลักษณะสีน้ำตาล
2. สารประเภท Thin Film Media เป็นการเคลือบของสารประกอบประเภท Thin Film ที่มีความบางประมาณ 12 ไมโครนิ้ว เท่านั้น ด้วยความหนาขนาดนี้ ทำให้หัวฮาร์ดดิสก์มีความใกล้ชิดกับจาน Platter มากยิ่งขึ้น เป็นผลให้ ความแม่นยำในการอ่านและเขียนลงบนจาน Platter มีมากยิ่งขึ้น ข้อดีอีกประการหนึ่งของ Thin Film ได้แก่ ความสามารถในการทนแรงขีดข่วนของพื้นผิวที่เคลือบ และสามารถป้องกันข้อมูลได้ดีกว่า Iron Oxide


Head Arm/Head Slider


แขนกลที่ติดตั้งหัวฮาร์ดดิสก์ เรียกว่า Head Slider ซึ่งตัว Slider นั้นมีรูปร่างคล้ายกับยอดแหลมของเรือใบโดยมีจุดกึ่งกลางที่มีไว้เป็นตัวนำพาหัวอ่าน/เขียนของฮาร์ดดิสก์ให้วิ่งไปมาเหนือจานฮาร์ดดิสก(Disk Platter) 
ขนาดมาตรฐานของ Slider โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 0.08 x 0.063 สำหรับฮาร์ดดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว ขนาดของ Slider นี้ ถูกเรียกว่า "Nano Slider" เนื่องจากมีขนาดเล็ก 


Spindle 



Motor
Spindle Motor เป็นมอเตอร์หลักที่หมุนตัวจานฮาร์ดดิสก์ เหตุที่เรียกว่า Spindle Motor ก็เนื่องจากที่มันเชื่อมต่อกับจานฮาร์ดดิสก์โดยตรง และหมุนเป็นวงกลม
การทำงานของมอเตอร์ชนิดนี้เป็นแบบ Feed Back Loop เพื่อการปรับอัตราความเร็วในการหมุนของมันโดยอัตโนมัติ และโดยทั่วไป อัตราความเร็วในการหมุนมีตั้งแต่ 3600 รอบ ไปจนถึง 10,700 รอบทีเดียวซึ่งอัตราความเร็วในการหมุนของจานฮาร์ดดิสก์นี้มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่เร็วดีขึ้นฮาร์ดดิสก์ที่ยิ่งมีความเร็วในการหมุนเท่าใดก็ยิ่งดีมากเท่านั้น 


Spindle Ground Strap 
Spindle Ground Trap เป็นตัวดักจับไฟฟ้าสถิตที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากมีประจุไฟฟ้าที่เกาะบนพื้นผิวจาน Platter แล้วหมุนด้วยความเร็วสูงจนอาจเกิดปรากฏการณ์ไดนาโมขึ้น ซึ่งตัวดักจับไฟฟ้าสถิตนี้ จะอยู่ที่ด้านล่างของ Motor ในฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่าหรือแบบรุ่นใหม่บางรุ่น


Logic Board



Logic Board จัดว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของตัวฮาร์ดดิสก์ เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งบน Logic Board นี้ ประกอบไปด้วย Processor Chip และหน่วยความจำทั้ง Flash Memory รวมทั้ง Ram Buffer และ Servo Processor ที่ใช้ควบคุม Motor เป็นต้น


คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า ภายในฮาร์ดดิสก์มักเป็นแบบ Head Slider สุญญากาศ ซึ่งไม่เป็นเช่นนั้น และฮาร์ดดิสก์จะไม่มีวันทำงานภายใต้เงื่อนไขสุญญากาศอย่างแน่นอน เนื่องจากหัว Read/Write ของฮาร์ดดิสก์ต้องการอากาศที่จะคอยยกหัวของมันให้ลอยเหนือจาน Disk Platter นั่นเอง
ฮาร์ดดิสก์ส่วนใหญ่เมื่อถูกนำมาทำงานที่ระยะความสูงเหนือระดับน้ำทะเล เช่น บนภูเขาหรือบนเครื่องบิน เมื่อแรงดันอากาศต่ำมากฮาร์ดดิสก์จึงต้องการ Sealed ที่ดี ป้องกันไม่ให้อากาศจากภายในฮาร์ดดิสก์รั่วไหลออกไป
อย่างไรก็ดีฮาร์ดดิสก์มักมี Filter 2 ชุด ๆ หนึ่งเรียกว่า Filter การไหลเวียนของอากาศและอีกชุดหนึ่งเรียกว่า Breather Filter หรือ Barometric Filter โดย Filter การไหลเวียนของอากาศมีไว้เพื่อการกรองเอาอนุภาคฝุ่นที่เกิดขึ้นจากการ กร่อนของ Oxide ที่เคลือบบนจานฮาร์ดดิสก์ เนื่องจากการครูดของหัวฮาร์ดดิสก์กับจานฮาร์ดดิสก์ ซึ่ง Filter ตัวนี้จะไม่กรองอากาศจากภายนอกเข้ามา ส่วนระบบ Filter อีกแบบหนึ่ง คือ Breather Filter นั้นเป็น Filter ที่เชื่อมภายในของฮาร์ดดิสก์ได้ และเมื่อความดันอากาศลดลง Filter ตัวนี้ก็จะยอมให้อากาศจากภายใน สามารถระบายออกไปที่ภายนอกฮาร์ดดิสก์ได้เช่นกัน และ Filter ขนาดนี้สามารถป้องกันมิให้อนุภาคที่มีขนาดใหญ่เกินกว่า 10 ไมโครนิ้ว สามารถเข้ามาที่ฮาร์ดดิสก์ได้

Cable กับ Connectors




Cable กับ Connectors มีไว้เพื่อการเชื่อมต่อระหว่างฮาร์ดดิสก์กับคอมพิวเตอร์หลัก จุดประสงค์ก็เพื่อการถ่ายเทข้อมูลไปมาระหว่างฮาร์ดดิสก์กับคอมพิวเตอร์ ขนาดของ Connector ขึ้นอยู่กับขนาดของฮาร์ดดิสก์ ดังนี้
  • HDD ระบบ IDE/EIDE มีขนาด Connector 40 Pins
  • HDD ระบบ SCSI-1 หรือ SCSI-II หรือ Fast SCSI ต่างใช้ 50 Pins
  • HDD ระบบ Wide SCSI มี Connector ขนาด 60 Pin

Power Connector เป็นที่ๆ เราใช้เพื่อป้อนแรงดันไฟเลี้ยงฮาร์ดดิสก์ ซึ่งมี Connector ซึ่งใช้สายไฟ 4 เส้น ได้แก่ สีแดง สำหรับไฟ +5V สีเหลือง สำหรับไฟ +12V ส่วนสีดำ จะเป็น Ground แรงดันไฟที่ใช้เลี้ยงฮาร์ดดิสก์นี้ หากมีความคลาดเคลื่อนก็ต้องไม่เกินบวกลบ 0.5V


หัวอ่าน/เขียน ของฮาร์ดดิสก์ Read/Write Head 




Read/Write Head หรือหัวอ่าน/เขียนของฮาร์ดดิสก์ มีไว้เพื่อการอ่านและเขียนข้อมูลลงบนจานฮาร์ดดิสก์ (Disk Platter) ปกติจำนวนของหัว Read/Write นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของจาน Disk Platter ซึ่งหมายความว่า ฮาร์ดดิสก์ที่มี 2 จาน Platter จะต้องมีหัว Read/Write นี้ถึง 2 หัว (หัวบนและหัวล่างต่อ 1 จานฮาร์ดดิสก์ (Disk Platter)) แต่ก็ไม่เป็นเช่นนี้เสมอไป
ปกติหัวฮาร์ดดิสก์ หรือ Read/Write Head นี้จะต้องไม่แตะต้องกับจานฮาร์ดดิสก์ ขณะที่มีการทำงานปกติ แต่เมื่อใดที่ฮาร์ดดิสก์หยุดการทำงาน หัวฮาร์ดดิสก์นี้จะสัมผัสกับจาน Disk Platter เนื่องจากว่า สาเหตุที่หัวฮาร์ดดิสก์สามารถลอยตัวอยู่เหนือจานฮาร์ดดิสก์ (Disk Platter) ได้ เนื่องจากแรงกระพือของลมที่อยู่ภายในตัวฮาร์ดดิสก์ ขณะที่จานหมุนจะช่วยยกหัวฮาร์ดดิสก์ให้ลอยตัวขึ้นจากจาน Disk Platter ได้
ระดับความสูงของหัวฮาร์ดดิสก์ ที่ลอยเหนือจานฮาร์ดดิสก์ (Disk Platter) จะอยู่ที่ประมาณ 200-300 ไมโครนิ้วเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้หัวอ่านลอยอยู่เหนือจาน Disk Platter เพียง 3-5 ไมโครนิ้วเท่านั้น





พาร์ชั่นติชั่นฮาร์ดดิสก์ คือ ?

             พาร์ติชั่น (Partition)  คือ การแบ่งพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เป็นส่วน ๆ หรือแบ่งเป็นหลายๆ ไดร์ฟ นี้เพื่อความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและโปรแกรม โดยปกติควรแบ่งพาร์ตชั่นอย่างน้อยเป็น 2 ไดร์ฟ คือ C: และ D: โดยปกติเมื่อมีการใช้งาน Windows ไปสักพักหนึ่ง มีการติดตั้งโปรแกรมใหม่ ๆ และยกเลิกการติดตั้งบ่อยๆ จะทำให้ระบบ Windows มีปัญหา ทางแก้ไขที่ดีที่สุดคือการ Format ฮาร์ดดิสก์ และติดตั้งโปรแกรมใหม่ ดังนั้นถ้ามีไดร์ฟเดียวจะทำให้มีปัญหาของข้อมูลที่ต้องการสำรอง



ประเภทของพาร์ติชัน

แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท

1. Primary Partition
เป็นพาร์ติชันหลักของระบบคอมพิวเตอร์ ใช้สำหรับในการบูตเข้าระบบคอมพิวเตอร์ พาร์ติชันหลักจะหมายถึง drive C:

2. Exteded Partition
พาร์ติชันเสริม เพื่อใช้สำหรับเก็บข้อมูลและโปรแกรม เมื่อมีการสร้าง Extended Partition จะเกิด Logical Partition อัตดนมัติ โดยเราสามารถแบ่งเป็นพาร์ติชันย่อยๆ ได้ และสามารถกำหนด Drive ได้ตั้งแต่ D จนถึง Z การสร้าง Extended Partition จะสร้างได้ ต้องสร้างหลัง Primary Partition แล้วเท่านั้น

3. Logical Partition 
เป็นพาร์ติชั่นที่อยู่ภายใต้ Extended Partition จะเกิด Logical Partition ได้ต่อเมื่อมีการสร้าง Extended Partition ก่อนเท่านั้น  เวลาสร้าง Partition จะใช้โปรแกรมชื่อ Fdisk.exe หรือ Partition Magic ช่วยในการสร้าง



ปัญหาของฮาร์ดดิสก์

ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่าบอบบางมากที่สุดตัวหนึ่งในระบบคอมพิวเตอร์จุดมักจะเกิดปัญหาฮาร์ดดิสก์ขัดข้อง หรือขึ้นข้อความเตือนมานั้น เป็นปัญหาที่สร้างความสงสัยเป็นอย่างมากสำหรับฮาร์ดดิสก์ เมื่อเกิดปัญหาแล้วควรแก้ปัญหา และวิเคราะห์อย่างมีหลักการ เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของฮาร์ดดิสก์ให้ใช้ประโยชน์ได้นาน ปัญหาต่างๆ มีดังนี้

1. ปัญหาเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ของฮาร์ดดิสก์
คือจะมีอาการฮาร์ดดิสก์ไม่หมุน หลอดไฟไดรฟ์ไม่ติด มอเตอร์ของฮาร์ดดิสก์หมุนแต่มีข้อความที่แสดงว่าหาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอปรากฏบนหน้าจอ


วิธีแก้ปัญหา
1.ตรวจสอบการจ่ายไฟให้กับไดร์ฟโดยเช็คไฟ +12v (สายไฟ เส้นสีเหลือง) +5v (สายไฟเส้นสีแดง)
2.ตรวจสอบการติดตั้งสายสัญญาณ (ตรวจสอบสภาพของ สาย Pair Hard Disk เพื่อหาจุดพกพร่องของสาย)
3.ตรวจสอบ CMOS Setup เพื่อให้แน่ใจว่าท่านได้กำหนด หัวข้อที่เกี่ยวกับฮาร์ดดิสก์ถูกต้องหรือไม่
4.ตรวจสอบสัญญาณ IDE Interface (ใช้ Logic Probe วัดที่ขา 39 ซึ่งควรเห็นสัญญาณ Pulse Low 1 ครั้งหลังจากที่นับ RAM บนหน้าจอเสร็จ) หากไม่มีสัญญาณที่ขา 39 ปัญหามาจากแผงวงจรบนตัวฮาร์ดดิสก์ไม่ทำงาน

2. มองเห็นฮาร์ดดิสก์มีปฏิกิริยาแต่ไม่ยอมบูต
อาการที่พบโดยทั่วไปจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับ Drive Failure Boot Sector Failure DOS/Windows File Corruption

วิธีแก้ปัญหา
1. ตรวจสอบสายสัญญาณ
2. ตรวจสอบ CMOS Setup
3. ตรวจสอบ Boot Sector
4. ลองตรวจสอบดู MBR ด้วย FDISK/MBR
5. ตรวจสอบ Drive และ Controller

3. มีเสียงดังผิดปกติมาจากตัวฮาร์ดดิสก์
อาการที่พบคือ ขณะเปิดเครื่องใช้งานและฮาร์ดดิสก์ไม่ทำงานลักษณะนี้ อาจมีเสียงคล้ายโลหะกระทบกันเป็นจังหวะ

วิธีแก้ปัญหา
1. ปิดเครื่องและถอดฮาร์ดดิสก์มาเขย่าเบาๆในแนวนอน (ระวังอย่าหลุดมือ) แล้วลองฟังเสียงผิดปกติที่เกิดขึ้น สังเกตว่ามีเศษวัสดุกระทบภายในหรือไม่ 
2. ติดตั้งฮาร์ดดิสก์กลับไปที่เดิมแล้วเปิดเครือ่งจากนั้นเอามือสัมผัสกับแรงกระเทือนภายในฮาร์ดดิสก์ หากมีความหนักแน่น และเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ แสดงว่าปัญหาเกิดจากกระแสไฟฟ้าที่จ่ายเลี้ยง Actuator ภายในขัดข้อง เป็นปัญหาจากทรานซิสเตอร์ที่เป้ฯตัวขับแรงดันไฟไปเลี้ยง Actuator บกพร่อง


******
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับฮาร์ดดิสก์ส่วนใหญ่ถ้าอยู่ในเงื่อนไขการรับประกันฮาร์ดิสก์ ก็ต้องรีบไปเคลมกับทางร้านที่ซื้อมาโดยเร็ว ส่วนมากร้านที่รับเคลมจะเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่จะไม่ซ่อมเนื่องจากว่าฮาร์ดดิสก์ถ้าเอาไปซ่อมแล้วจะไม่สามารถซ่อมได้เต็มที่ 100 เปอร์เซ็นต์





การบำรุงรักษาฮาร์ดดิสก์

วิธีการดูแลรักษาฮาร์ดดิสก์มีดังนี้

1. ควรทำ Defragmenters อย่างน้อยเดือนละครั้ง 
2. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง
3. ควรมี UPS เพื่อป้องกันไฟดับขณะฮาร์ดดิสก์กำลังทำงาน
4. ควรรอฮาร์ดดิสก์หยุดทำงานก่อนการปิดเครื่องทุกครั้ง
5. หากมีฮาร์ดดิสก์มากกว่า 1 ตัว และมี CD/Rom ด้วยแนะนำให้ใช้ Power Supply อย่างน้อย 300 วัตต์
6. อย่าสัมผัสแผงวงจรด้วยมือ หรือวัสดุอื่น
7. ใช้คีมปากคีบในการถอดหรือ ติดตั้ง Jumper
8. ปิด Power ทุกครั้งและรอให้ฮาร์ดดิสก์หยุดหมุนก่อนการถอดฮาร์ดดิสก์